Legend of the Galactic Heroes community
Advertisement
ฉันคิดว่าต่อให้เป็นเผด็จการที่ดีที่สุด ก็ยังแย่กว่าประชาธิปไตยที่เลวที่สุด


หยาง เหวินหลี่ เป็นนายทหารในกองทัพเสรีพันธมิตรดาวเคราะห์ ได้รับการยกย่องเป็นนายพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ผู้มีความสามารถทัดเทียมหรืออาจจะเหนือกว่าไรน์ฮาร์ด ฟอน โลเอินกรัมม์

หยางยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและเสรีภาพอย่างไม่สั่นคลอนตลอดช่วงชีวิตของเขา

ประวัติช่วงต้น

หยางเหวินหลี่เกิดในปีอวกาศ 767 ที่ดาวหลักไฮเนสเซิน เป็นบุตรชายคนเดียวของหยางไท่หลง ซึ่งเป็นนักพาณิชย์นาวีอิสระที่ได้รับการยอมรับนับถือและยังเป็นนักสะสมศิลปวัตถุตัวยง มารดาของหยางเหวินหลี่เสียชีวิตโรคหัวใจเฉียบพลันตั้งแต่เขามีอายุ 5 ขวบ บิดาของเขาจึงมอบหมายให้หญิงรับใช้ทำหน้าที่ดูแลบุตรชาย ยามที่หญิงรับใช้หยุดงาน บิดามักจะพาลูกชายมานั่งขัดเช็ดถูงานศิลป์ด้วยกัน[1]

เมื่อครอบครัวฝ่ายมารดาผู้ล่วงลับมาเห็นสภาพดังกล่าวก็รับไม่ได้ พวกเขาคิดว่าหยางไท่หลงเป็นพ่อที่ไม่เอาไหน และเตรียมฟ้องร้องชิงสิทธิดูแลเด็กต่อศาล หยางไท่หลงรู้ทันเสียก่อนจึงพาลูกชายขึ้นเรือพาณิชย์อวกาศหนีไปจากดาวหลักไฮเนสเซิน หยางเหวินหลี่จึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของ 16 ปีแรกไปบนเรือเดินอวกาศ[1]

เด็กชายหยางชอบการอ่านหนังสือและการดูวีดีโอ เมื่อหยางอ่านและฟังเรื่องเกี่ยวกับรูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม โจรปล้นอำนาจที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เด็กชายก็เกิดความสงใสและสนใจเรื่องเกี่ยวกับรูดอล์ฟเป็นพิเศษ

หยางเหวินหลี่ต้องการสอบเข้าเรียนที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอนุสรณ์ไฮเนสเซิน และเขาก็ได้รับอนุญาติจากบิดา แต่แล้วบิดาก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไม่กี่วันก่อนวันเกิดครบรอบ 16 ปี หยางเหวินหลี่พบว่าหุ้นของบริษัทบิดาก็ถูกนำไปจำนองไว้ แถมงานศิลปะที่พ่อของเขาเฝ้าสะสมมาตลอดชีวิตเป็นของปลอมเกือบทั้งหมด[1]

หยางไม่มีเงินเหลือพอจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ดั่งที่หมายมั่นไว้แต่แรก เขาจึงสมัครรับทุนเข้าเรียนภาควิชายุทธคดีศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยเสรีพันธมิตร หยางทำคะแนนดีเยี่ยมเฉพาะวิชายุทธคดีศึกษาเท่านั้น ส่วนวิชาอื่นๆขอแค่พ้น F เขาก็พอใจแล้ว[1] หยางตั้งเป้าหมายจะเป็นนักวิชาการในแผนกยุทธคดี แต่เมื่อจบชั้นปีที่ 2 ภาควิชายุทธคดีศึกษาถูกยุบ หยางถูกโอนย้ายไปภาควิชากลยุทธ์

งานทหารช่วงต้น

หยางจบการศึกษาจากภาควิชากลยุทธ์ศึกษาเมื่อมีอายุ 20 ปีและได้ติดยศร้อยตรี เขาถูกส่งตัวเข้าประจำการที่แผนกสารประวัติและสถิติในศูนย์ยุทธนาธิการและทำงานที่แผนกนี้ราวหนึ่งปี เมื่อเขาได้เลื่อนเป็นร้อยโท (ตามระเบียบปกติ) หยางได้รับตำแหน่งใหม่เป็นฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการกองเรือรักษาการณ์เอลฟาซีล

ยุทธการเอลฟาซีล

พฤษภาคม ปีอวกาศ 788 จักรวรรดิและเสรีพันธมิตรได้ปะทะกันที่ชายขอบของระบบดาวเอลฟาซีล ทั่งสองฝ่ายเสียหายไม่มากแล้วจึงแยกย้ายกัน แต่ในระหว่างที่กองเรือเสรีพันมิตรกำลังเคลื่อนทัพกลับเอลฟาซีล พวกเขาก็ถูกกองเรือจักรวรรดิโจมตีตลบหลังโดยไม่ทันตั้งตัว ผู้บัญชาการกองเรือรักษาการณ์เอลฟาซีล-พลตรีอาเธอร์ ลินช์ ตื่นตกใจและเรือการธงหนีกลับดาวเอลฟาซีลด้วยความเร็วสูงสุดโดยทิ้งเรือลำอื่นไว้ในความสับสนวุ่นวาย มีเรือเพียงสองร้อยกว่าลำที่หนีกลับไปถึงดาวเคราะห์เอลฟาซีล[1]

กองเรือจักรวรรดิจะเข้าประชิดเอลฟาซีลในไม่ช้า และประกาศจะทำการ “ปลดปล่อยเอลฟาซีลจากทัพกบฎ” ได้สั่งถอนเรือรบทั้งหมดออกจากจากเอลฟาซีล ปล่อยให้ทหารภาคพื้นดินและพลเรือนเอลฟาซีลถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ร้อยโทหยางในแผนอพยพเอลฟาซีล

ร้อยโทหยางสั่งรวบรวมเรือทหารและพลเรือนที่เหลืออยู่เพื่ออพยพหนีในทิศทางตรงข้ามกับกองเรือนายพลลินช์ ในระหว่างที่ทัพจักรวรรดิกำลังปะทะกับกองเรือพลตรีลินช์นั้นเอง กองเรืออพยพของร้อยโทหยางก็เคลื่อนที่ออกจากดาวเอลฟาซีลในลักษณะฝึ้งแตกรัง ทัพจักรวรรดิคิดว่าจุดมากมายบนจอเรดาห์เป็นแค่วัตถุอวกาศหรือดาวเคราะห์น้อยจึงไม่ได้ใส่ใจและทำการโจมตีกองเรือนายพลลินช์ต่อ ทำให้กองเรืออพยพสามารถหลบหนีได้อย่างปลอดภัย

หยางอพยพพลเรือนสามล้านคนไปถึงดาวนิคมอื่นอย่างปลอดภัย เขาได้รับคำชมอย่างกึกก้องจากคนทั้งประเทศ วีรกรรมครั้งนี้ทำให้หยางได้รับการเลื่อนยศสองขั้นเป็นกรณีพิเศษขึ้นเป็นพันตรีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ปีอวกาศ 788[1]

ค่ายกักกันเอโคเนีย

พฤศจิกายน ปีอวกาศ 788 พันตรีหยางได้รับมอบหมายจากพันโทอเล็กซ์ คัสเซลเนส ให้สืบสวนเกี่ยวกับ "จดหมายวันอังคาร" และถูกส่งตัวไปค่ายกักกันเชลยสงคราม ณ ดาวเคราะห์เอโคเนีย หยางได้พบกับพันตรีฟิโอดอร์ ปาตริชอฟ ตลอดจนเหล่าทหารผ่านศึกในยุทธการติอามัตครั้งที่ 2 รวมทั้งได้พบกับเชลยคริสทอฟ ฟอน เคอเฟินฮิลเลอร์ อดีตพันเอกของจักรวรรดิ

เชลยนามว่าเพรสบวร์คได้จับเจ้าหน้าที่เสรีพันธมิตรหลายคนเป็นตัวประกัน ทำให้หยาง, ปาตริชอฟ และเคอเฟินฮิลเลอร์ อาสาตนเป็นตัวประกันแลกกับความปลอดภัยของตัวประกันเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับการค่าย-พันเอกบาร์นาบี คอสที สั่งการกองทหารเข้าโจมตีกลุ่มเชลยที่ก่อกำเริบ โดยหวังจะฆ่าหยางและปาตริชอฟไปพร้อมกันเพื่อปิดความผิดฐานยักยอกเงินของค่าย แต่ด้วยความช่วยเหลือของเคอเฟินฮิลเลอร์ หยางและปาตริชอฟและเชลยผู้ก่อการสามารถหนีรอดไปได้

เพรสบวร์คสารภาพกับหยางว่าผู้อยู่เบื้องหลังการก่อกำเริบคือพันเอกคอสที คอสทีเคยสัญญากับเชลยว่าจะปล่อยตัวกลับจักรวรรดิก่อนกำหนดหากยอมร่วมมือด้วย หยางและปาตริชอฟบุกเข้าไปในอาคารบังคับการค่ายและจับกุมพันเอกคอสที และรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดไปยังสารวัตรทหารประจำระบบดาวแทนาทอส

ผู้แทนสารวัตรทหารระบบดาวแทนาทอส-พันโทมูไร เดินทางมายังดาวเอโคเนียเพื่อสอบสวนความจริง พันเอกคอสทีถูกจับกุมและนำตัวเข้าสู่การพิจารณาคดี หยางถูกย้ายตัวกลับดาวหลักไฮเนสเซิน เคอเฟินฮิลเลอร์ถูกปล่อยตัวจากค่ายกักกันและได้รับสิทธิพลเมืองเสรีพันธมิตร ตลอดจนสิทธิบำเหน็จบำนาญที่ควรได้ตามยศพันเอกแห่งเสรีพันธมิตร

ความก้าวหน้า

1 มีนาคม ปีอวกาศ 789 พันโทหยางได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารฝ่ายอำนวยการประจำกองเรือที่ 8 และได้มีส่วนร่วมในยุทธการอีเซอร์โลนครั้งที่ 5 และก่อนปีอวกาศ 794 พันโทหยางถูกโอนย้ายไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ยุทธนาธิการในตำแหน่งนายทหารฝ่ายอำนวยการ

มีนาคม ปีอวกาศ 794 พันเอกหยางเข้าร่วมในยุทธการวันฟรีท โดยได้แต่เพียงสังเกตุการณ์เท่านั้น

ในยุทธการอีเซอร์โลนครั้งที่ 6 พันเอกหยางสังเกตุว่าในบรรดาผบ.ฝ่ายจักรวรรดิมีผบ.ที่เก่งกาจอยู่ (พลตรีไรน์ฮาร์ด ฟอน มือเซิล) หยางคิดกลศึกเพื่อวางกับดักไรน์ฮาร์ด ฝูงเรือของไรน์ฮาร์ดติดกับดักของหยาง จนต้องยอมเสียเรือหนึ่งในสามเพื่อฝ่าออกมา ยุทธการนี้เป็นศึกครั้งแรกที่หยางได้ประมือกับไรน์ฮาร์ด หลังยุทธการนี้หยางได้เลื่อนยศเป็นพลจัตวา

ยุทธการเล็กนีซา

ปีอวกาศ 795 พลจัตวาหยางถูกส่งตัวไปเป็นฝ่ายเสนาธิการประจำผบ.กองเรือที่ 2-พลโทพาเอ็ตตา พลโทพาเอ็ตตาไม่ค่อยชอบหยาง มองว่าเขาอ่อนประสบการณ์และเพิกเฉยคำแนะนำของเขา แต่เมื่อกองเรือที่ 2 ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจที่ดาวเคราะห์ก๊าซเล็กนีซา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยึดฐานอีเซอร์โลน กองเรือที่ 2 ก็เผชิญหน้ากับกองเรือจักรวรรดิของพลเอกไรน์ฮาร์ด ฟอน มือเซิล ความร้อนจากการปะทะกันย่อมๆ ได้ไปทำปฏิกิริยาชั้นบรรยกาศของดาวที่เป็นก๊าซฮีเลียมและไฮโดรเจนเกิดเป็นพายุสายฟ้าที่รุนแรง ไรน์ฮาร์ดซึ่งรู้ว่าปรากฏการนี้จะเกิดขึ้นได้ถอนกำลังออกมายังชั้นบรรยกาศที่ปลอดภัยก่อน ส่วนพาเอ็ตตาไม่ยอมเชื่อฟังคำแนะนำของหยาง ทำให้กองเรือที่ 2 ตกอยู่ในกระแสพายุและได้รับความเสียหาย

หยางนึกกลัวว่า กองเรือจักรวรรดิสามารถกวาดล้างกองเรือที่ 2 ได้ในพริบตาเดียวเพียงแค่จุดประกายไฟที่ชั้นบรรยกาศฮีเลียมของเล็กนีซา แม้หยางไม่คิดว่าจะมีแม่ทัพจักรวรรดิคนไหนฉลาดพอจะคิดแผนนั้นขึ้นมาได้ แต่เขาก็ยังคงเสนอให้ถอนกำลังออกจากชั้นบรรยกาศเพื่อปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งพาเอ็ตตาก็ปฏิเสธความคิดนั้น ท้ายที่สุด ไรน์ฮาร์ดได้ยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์สู่ใจกลางดาว เมื่อตกอยู่ในอันตราย หยางและเพื่อนร่วมงานของเขา พันโทดัสตีย์ แอตเทนบะระ ตอบสนองรีบนำกองเรือขึ้นจากชั้นบรรยกาศโดยทันที กองเรือบางส่วนจึงรอดมาได้ และมีบางส่วนที่ติดอยู่ในเปลวไฟ

ยุทธการติอามัตครั้งที่ 4

กันยายน ปีอวกาศ 795 กองเรือเสรีพันธมิตรในระบบดาวติอามัตรวมตัวกันเพื่อเข้าตีปราการอีเซอร์โลน อย่างไรก็ตาม ไรน์ฮาร์ดทำให้กองเรือเสรีพันธมิตรตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างรวดเร็วและเสี่ยงที่จะถูกทำลายล้างสิ้น

พลจัตวาหยางรู้สึกผิดที่ไม่สามารถโน้มน้าวผู้บังคับบัญชาในคราวเล็กนีซาได้จนทำให้ทหารมากมายต้องตาย จึงอาสาตนเองทำการจู่โจมลวงต่อปราการอีเซอร์โลน เพื่อซื้อเวลาให้กองเรือเสรีพันธมิตรที่เหลือสามารถหลบหนีจากการทำลายล้างของไรน์ฮาร์ด หยางนำเรือ ยูลิสซีส พร้อมเรือบรรทุกโดรนอีกสี่ลำวนอ้อมไปรอบปราการ ระหว่างนั้นก็ปล่อยโดรนออกมาทำให้ฝ่ายจักรวรรดิคิดว่าหยางกำลังนำเรือนับพันลำเข้าจู่โจม

กว่าไรน์ฮาร์ดจะมองกลศึกของหยางออกก็ไม่ทันการณ์ หยางฉวยโอกาสนำเรือยูลิสซีสฝ่าเข้าไปใจกลางกองเรือไรน์ฮาร์ดที่ตำแหน่งข้างใต้เรือธงบรึนฮิลด์ ซึ่งทำให้ไรน์ฮาร์ดเหมือนตกเป็นตัวประกัน สมมุติฐานของหยางว่ามีบุคคลสำคัญอยู่ในเรือบรึนฮิลด์นั้นถูกต้อง เรือจักรวรรดิลำอื่นๆจะไม่กล้าโจมตีเพราะกลัวบุคคลสำคัญคนนั้นจะเป็นอันตราย ท้ายที่สุด กองเรือเสรีพันธมิตรจึงสามารถถอนกำลังโดยปลอดภัย และเมื่อฝ่ายเสรีพันธมิตรถอนกำลังไปหมดแล้ว ไรน์ฮาร์ดก็ยอมให้เรือยูลิสซีสออกไปจากสนามรบอย่างปลอดภัยด้วยเช่นกัน[2]

ยุทธการอัสทาร์ท

ยุทธการอัสทาร์ทในเดือนมกราคม ปีอวกาศ 796 ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญของหยางเหวินหลี่ กองทัพเสรีพันธมิตรจัด 3 กองเรือ (กองเรือที่ 2,4,6) เพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิที่ระบบดาวอัสทาร์ท ฝ่ายเสรีพันธมิตรมีสรรพกำลัง 20,000 ลำ ซึ่งมากกว่าฝ่ายจักรวรรดิถึงสองเท่า อย่างไรก็ตาม กองทัพเสรีพันธมิตรกลับแตกกำลังออกเป็นสามกอง หวังที่จะล้อมโจมตีกองเรือไรน์ฮาร์ดจากสามทิศทาง

พลโทพาเอ็ตตาและพลจัตวาหยางเหวินหลี่ในยุทธการอัสทาร์ท

พลจัตวาหยางซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผบ.กองเรือที่ 2 หยางมองว่ากลยุทธ์แตกกำลังมีจุดอ่อน หยางมองว่าแม้ฝ่ายเสรีพันธมิตรจะมีกำลังมากกว่าในภาพรวม แต่เทียบกันกองต่อกองแล้วฝ่ายจักรวรรดิมีกำลังมากกว่า หยางพยายามเสนอแผนการเพื่อปิดจุดอ่อนนี้แก่พลโทพาเอ็ตตา แต่นายพลโทไม่รับฟัง มองว่าหยางวิตกจนเกินเหตุ[3]

ความกลัวของหยางนั้นแม่นยำ ไรน์ฮาร์ดมองเห็นจุดอ่อนเช่นเดียวกับหยาง เขานำกองเรือจักรวรรดิพุ่งเข้าจัดการกองเรือที่ 4 ที่อยู่ใกล้สุดและทำการกวนคลื่นวิทยุของฝ่ายเสรีพันธมิตร เมื่อการติดต่อกับกองเรือที่ 4 ขาดหาย หยางรู้ได้ว่ากองเรือที่ 4 แพ้ไปแล้วและเสนอให้กองเรือที่ 2 รีบไปสนธิกำลังกับกองเรือที่ 6 โดยเร็วที่สุด แต่พาเอ็ตตากลับปฏิเสธ และยังคงมุ่งไปช่วยกองเรือที่ 4

พลโทพาเอ็ตตาต้องประหลาดใจเมื่อยานตรวจการณ์ล่วงหน้าไม่พบกองเรือจักรวรรดิในที่หมาย หยางบอกว่ากองเรือที่ 4 และ 6 ถูกจัดการไปแล้ว เพียงไม่นาน กองเรือจักรวรรดิก็ปรากฎตัวขึ้นและเข้าโจมตีกองเรือที่ 2 เรือธงปาโตรคลอสได้รับความเสียหาย พลโทพาเอ็ตตาได้รับบาดเจ็บหนัก นายทหารคนอื่นตามลำดับความอาวุโสก็หมดสติ หยางจึงได้รับมอบหมายให้เข้าบัญชาการกองเรือที่ 2 แทนนายพลโท [3]

หยางเตรียมแผนรับมือการถูกเจาะผ่านกลางทัพและกระจายแผนดังกล่าวไว้ในคลังยุทธวิธีของเรือทุกลำล่วงหน้าแล้ว เมื่อเห็นว่าไรน์ฮาร์ดตั้งใจจะเจาะผ่านกลางทัพ แผนดังกล่าวก็ถูกนำมาปฏิบัติทันที แผนของหยางพลิกสถานการณ์ของกองเรือที่ 2 จากเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาเป็นฝ่ายไล่ต้อน ไรน์ฮาร์ดแก้เกมดังกล่าวได้ แต่ก็ทำให้กองเรือทั้งสองอยู่ในสภาวะสงครามพร่ากำลัง (เอาชนะกันไม่ได้) ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ต่างถอนกำลังจากสนามรบ ไรน์ฮาร์ดประทับใจในตัวหยางมากถึงขนาดส่งสาส์นมาอวยพร หยางได้รับสมญาจากเหตุการณ์นี้ว่า "วีรบุรุษแห่งอัสทาร์ท"

หยางแห่งปาฏิหาริย์

ยุทธการอีเซอร์โลนครั้งที่ 7

บทความหลัก: ยุทธการอีเซอร์โลนครั้งที่ 7

วีรกรรมที่อัสทาร์ทส่งผลให้ชื่อเสียงของหยางพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แต่ในพิธีรำลึกผู้เสียชีวิตในยุทธการอัสทาร์ทที่ดาวหลัก หยางแสดงอารยขัดขืนเพื่อต่อต้านสงครามอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้ถูกเล่นงานโดยคณะอัศวินรักชาติที่มีประธานกรรมาธิการกลาโหม-ทรือนีทอยู่เบื้องหลัง เท่านั้นไม่พอ หยางยังถูกลากไปเป็นหมากในเกมการเมืองของผู้บัญชาการศูนย์ยุทธนาธิการ-จอมพลซิตโทล หยางได้เลื่อนยศเป็นพลตรีและได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือที่ 13 คนแรก จอมพลซิตโทลมอบหมายภารกิจให้หยางนำกองเรือที่ 13 ซึ่งมีกำลังรบเพียงครึ่งหนึ่งของกองเรือปกติไปทำการยึดปราการอีเซอร์โลน ซึ่งหากทำสำเร็จ ซิตโทลจะได้อยู่ในตำแหน่งต่ออีกวาระหนึ่ง

ในวันที่ 14 พฤษภาคม ปีอวกาศ 796 พลตรีหยางใช้ทหารจากกองพันโรเซินริทเทอร์ ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ประกอบด้วยผู้ลี้ภัยจากจักรวรรดิ โดยสารในเรือลาดตระเวนจักรวรรดิที่ยึดได้จากศึกครั้งก่อน และแทรกซึมเข้าไปในปราการอีเซอร์โลนขณะที่กองเรือประจำฐานอีเซอร์โลนออกไปปฏิบัติการนอกฐาน กองพันโรเซินริทเทอร์สามารถกุมตัวผู้บัญชาการฐาน-พลเอกชต็อคเฮาเซินและควบคุมห้องบัญชาการฐานได้สำเร็จ

กองทัพเสรีพันธมิตรสามารถยึดปราการอีเซอร์โลนโดยไม่สูญเสียทหารแม้แต่นายเดียว หลังจากประสบความล้มเหลวและสูญเสียทหารนับล้านนายในความพยายามหกครั้งก่อนหน้านี้ หยางกลายเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกองทัพ และได้รับฉายา "หยางแห่งปาฏิหาริย์" กับ "พ่อมดหยาง"

การรุกรานจักรวรรดิ

หยางเชื่อว่าการได้อีเซอร์โลนมาอยู่ในมือจะสามารถรับประกันสันติสุขในประเทศจากภัยคุกคามภายนอก และเขาก็สามารถเกษียณได้อย่างสบายใจ แต่ใบลาออกของหยางกลับถูกปฏิเสธ เขาได้เลื่อนยศเป็นพลโท และต้องนำกองเรือที่ 13 เข้าร่วมในปฏิบัติการปฏิบัติการรุกรานจักรวรรดิ ซึ่งจะใช้ปราการอีเซอร์โลนเป็นฐานปฏิบัติการ การยกทัพครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะการเลือกตั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา รัฐบาลปัจจุบันต้องการชัยชนะในสงครามอีกเพื่อจะชนะการเลือกตั้ง

การยกทัพครั้งนี้ประกอบด้วยเรือรบสองแสนลำและทหารสามสิบล้านนาย คิดเป็น 60% ของทั้งกองทัพ ในช่วงแรกของการรุกรานดำเนินไปด้วยดี กองทัพเสรีพันธมิตรสามารถยึดระบบดาวกว่าสองร้อยในจักรวรรดิแห่งโดยไม่มีการปะทะหรือต่อต้าน อย่างไรก็ตาม การที่กองทัพเสรีพันธมิตรวางตัวเป็น "กองทัพปลดปล่อย" ทำให้ต้องเลี้ยงประชากรของเขตยึดครองจำนวนกว่าร้อยล้านคน ทำให้แนวหน้าเกิดความขัดสนเสบียงอย่างหนัก

กองทัพเสรีพันธมิตรขนเสบียงมาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ในที่สุด เขตยึดครองก็เกิดเป็นภาวะอดอยากรุนแรงและเกิดจลาจลขึ้น หยางเห็นท่าไม่ดีจึงปรึกษากับพลโทอูลานฆูและพลโทบิวค็อกให้ทำการถอนทัพ แต่ระหว่างที่กองบัญชาการใหญ่กำลังพิจารณาอยู่นั้นเอง กองทัพจักรวรรดิเปิดฉากโจมตีกองเรือเสบียงเป็นอันดับแรก แต่ละกองเรือจักรวรรดิระดมตีแต่ละกองเรือเสรีพันธมิตร กองเรือที่ 13 ปะทะกับกองเรือเค็มพฟ์ที่ระบบดาวยาเฟินฮาร์และได้รับชัยชนะทางเทคนิค กองเรือที่ 13 ถอนทัพออกจากระบบดาวยาเฟินฮาร์เพื่อกลับอีเซอร์โลน แต่เผชิญหน้ากองเรือเคียร์ชไอส์กลางทางที่บริเวณระบบดาวซแวร์ค และหลบหนีมาได้โดยเหลือกำลังรบกว่า 90%

กำลังรบที่เหลือรอดจาดการระดมตีของกองทัพจักรวรรดิ รวมตัวกันเพื่อทำศึกโต้กลับในยุทธการอมฤตสระในวันที่ 15 ตุลาคม ปีอวกาศ 796 จักรวรรดิได้รับชัยชนะขาดลอยในศึกครั้งนั้น แต่ก็ไม่เบ็ดเสร็จ หยางสามารถนำกำลังรบที่เหลือราว 60,000 ลำตีผ่าวงล้อมของกองทัพจักรวรรดิกลับไปยังปราการอีเซอร์โลนสำเร็จ

ปราบคณะรัฐประหาร

หลังการรุกรานจักรวรรดิ หยางเลื่อนยศเป็นพลเอก และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการฐานอีเซอร์โลนและผู้บัญชาการกองเรือประจำฐานอีเซอร์โลน (เรียกว่ากองเรือหยาง) ในระหว่างนี้ หยางเป็นผู้แทนของกองทัพเสรีพันธมิตร ลงนามในพิธีสารแลกเปลี่ยนเชลยสองล้านนายระหว่างจักรวรรดิและเสรีพันธมิตรเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ ปีอวกาศ 797

หยางกลับไปร่วมพิธีและงานเลี้ยงต้อนรับทหารผ่านศึก (อดีตเชลย) ที่ดาวหลักไฮเนสเซิน ในระหว่างนี้ หยางแสคงความคิดเห็นต่อผู้บัญชาการกองเรืออวกาศ-พลเอกบิวค็อกว่าไรน์ฮาร์ดอาจกำลังชักใยให้เกิดรัฐประหารในเสรีพันธมิตร เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพเสรีพันธมิตรฉวยโอกาสบุกโจมตีจักรวรรดิในช่วงที่ไรน์ฮาร์ดติดพันสงครามกับพวกขุนนาง หยางขอให้บิวค็อกเขียนคำสั่งลับด้วยลายมือ ว่าถ้าเกิดการรัฐประหาร ให้กองเรือหยางทำหน้าที่ฟื้นฟูการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

หยางได้รับเชิดชูเกียรติหลังปราบคณะรัฐประหาร

ไม่กี่วันหลังหยางเดินทางกลับถึงปราการอีเซอร์โซน เกิดการกบฏในดาวชายแดนสี่แห่งต่อเนื่องกันซึ่งอยู่คนละทิศคนละทาง พลเอกหยางได้รับคำสั่งจากศูนย์ยุทธนาธิการให้ไปปราบเหตุกบฏทั้งสี่แห่ง แต่ก่อนที่จะเคลื่อนพลออกจากอีเซอร์โลน เกิดการรัฐประหารในดาวหลักโดยคณะทหารรักษาชาติเมื่อวันที่ 3 เมษายน ปีอวกาศ 797 หยางจึงเคลื่อนพลจากอีเซอร์โลนและเข้าปราบเหตุกบฏที่ระบบดาวคัฟฟ่าก่อนเพื่อสร้างฐานที่มั่นในการส่งบำรุง จากนั้นใดเดือนพฤษภาคม กองเรือหยางได้รับชัยชนะในยุทธการโดเรียเหนือกองเรือที่ 11 ของคณะรัฐประหาร ทำให้คณะรัฐประหารเสียหน่วยเคลื่อนที่ภาคพื้นอวกาศ และจนตรอกอยู่ในไฮเนสเซิน คณะรัฐประหารเริ่มเสียความควบคุมเหนือประชาชน ประชาชนสองแสนคนในกรุงไฮเนสเซินโพลิสออกมาประท้วงและถูกทหารปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิตกว่าสองหมื่นคน

กองเรือหยางเคลื่อนพลถึงระบบดาวบาอลัตในเดือนสิงหาคม และสามารถปลดสร้อยคออาร์เตมิสจากวงโคจรของดาวหลักไฮเนสเซิน คณะทหารรักษาชาติยอมจำนน หยางได้รับเชิดชูเกียรติโดยรัฐบาลเสรีพันธมิตรในฐานะผู้กอบกู้ระบอบประชาธิปไตย แต่ก่อนที่หยางจะเดินทางกลับอีเซอร์โลน หยางได้รับแจ้งว่าพลเอกอาวุโสแมร์คัทซ์ นายพลชื่อดังของจักรวรรดิมาขอลี้ภัยที่ปราการอีเซอร์โลน รัฐบาลเสรีพันธมิตรยินยอมรับแมร์คัทซ์เป็นผู้ลี้ภัยตามคำร้องขอของหยาง และแต่งตั้งแมร์คัทซ์เป็นที่ปรึกษาผู้บัญชาการฐานอีเซอร์โลน ในอัตราเทียบเท่าพลโท

ถูกสอบข้อเท็จจริงและยุทธการอีเซอร์โลนครั้งที่ 8

บทความหลัก: ยุทธการอีเซอร์โลนครั้งที่ 8

แม้ว่าหยางเป็นผู้กอบกู้ระบอบประชาธิปไตยจากคณะรัฐประหาร แต่ความเด่นดังของเขากลับสร้างความระแวงแก่สมาชิกในคณะรัฐบาล หากหยางสร้างผลงานอีกก็จะกลายเป็นจอมพลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีความเสี่ยงที่จะเป็นภัยต่อรัฐบาล แต่พวกเขาก็กลัว่าถ้าหยางลาออกจากกองทัพและเข้าสู่สนามการเมือง หยางก็จะกลายเป็นกลุ่มอำนาจที่น่ากลัว แต่พวกเขาก็ไม่สามารถกำจัดหยาง เพราะต้องเก็บหยางไว้สู้กับจักรวรรดิ การดำรงอยู่ของหยางจึงเป็นภาวะกลืนไม้เข้าคายไม่ออกของรัฐบาลเสรีพันธมิตร

รัฐบาลเสรีพันธมิตรมีหนี้สินจำนวนห้าแสนล้านดีนาร์ที่ใกล้ครบกำหนดชำระคืนแก่รัฐบาลแคว้นเฟซาน แคว้นเฟซานแจ้งว่ายินดีที่จะยืดกำหนดชำระหนี้สินดังกล่าวให้ บนเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลเสรีพันธมิตรต้องมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และปลุกปั่นคนในรัฐบาลเสรีพันธมิตรเกี่ยวกับความอันตรายของนายพลหยาง ทั้งยังแนะนำให้เรียกตัวนายพลหยางมาชี้แจงด้วยตนเอง เพื่อทำให้เขายอมอ่อนน้อมต่อรัฐบาล ท้ายที่สุด รัฐบาลเสรีพันธมิตรจึงตัดสินใจเรียกตัวพลเอกหยางเหวินหลี่มารับการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีกฎหมายรองรับ

พลเอกหยางถูกเรียกตัวจากแนวรบเพื่อรับการสอบข้อเท็จจริงที่ไม่มีกฎหมายรองรับ

มีนาคม ปีอวกาศ 798 ประธานกรรมาธิการกลาโหม-เนโกรพอนตี เรียกตัวพลเอกหยางจากปราการอีเซอร์โลนมายังดาวหลักไฮเนสเซินเพื่อสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในสงครามกลางเมืองที่ผ่านมา หยางจึงเดินทางจากอีเซอร์โลนพร้อมด้วยนายธง-ร้อยเอกกรีนฮิลล์และพลคุ้มกัน-ดาบอวกาศหลุยส์ มาชุงโก โดยแต่งตั้งพลตรีคัสเซลเนสเป็นรักษาการแทนผู้บัญชาการฐานฯและแทนผู้บัญชาการกองเรือประจำฐานฯ

เมื่อไปถึงดาวหลักไฮเนสเซิน หยางถูกแยกตัวจากร้อยเอกกรีนฮิลล์และดาบอวกาศมาชุงโก หยางถูกควบคุมตัวอย่างแน่นหนาและถูกสอบสวนหลายครั้งไม่จบสิ้นเสียที หยางหมดความอดทนเลยจะยื่นจดหมายลาออก แต่รัฐบาลได้รับข่าวในวันที่ 10 เมษายนว่ากองทัพจักรวรรดิเคลื่อนปราการไกแอสบวร์คเข้ามาในระเบียงอีเซอร์โลน การสอบสวนจึงยุติโดยไม่ได้ข้อสรุป เนโกรพอนตีสั่งการหยางกลับไปอีเซอร์โลนและสกัดกั้นผู้รุกรานโดยด่วน นอกจากนี้ หยางยังได้รับกำลังเสริมราว 5,000 ลำที่เกณฑ์จากทหารรักษาการณ์ของแต่ละดาวนิคม

คณะเสนาธิการที่อีเซอร์โลนวางแผนทำลายปราการไกแอสบวร์คด้วยข้อมูลทางเทคนิคที่ได้รับจากพลเอกอาวุโสแมร์คัทซ์ ศึกระหว่างสองปราการไม่สามารถเอาชนะกันได้ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยพลเอกเค็มพฟ์ทำศึกอย่างระแวงระวังเพราะคิดว่าหยางอยู่ในปราการอีเซอร์โลน พกเอกอาวุโสแมร์คัทซ์ขออนุญาตพลตรีคัสเซลเนส นำออกเรือประจำฐานออกรบ เมื่อฝ่ายจักรวรรดิเห็นเรือธงลีออนีดัส ก็เข้าใจว่าหยางนำกองเรือออกมาเอง

พวกคัสเซลเนสและแมร์คัทซ์สามารถยันสถานการณ์ไว้ได้จนกระทั่งกองเรือสมทบเดินทางมาถึง ปราการไกแอสบวร์คถูกทำลายโดยธอร์แฮมเมอร์ของปราการอีเซอร์โลน จักรวรรดิเสียกำลังรบในศึกครั้งนี้กว่า 95% ของที่ยกมา

ทิ้งปราการอีเซอร์โลน

บทความหลัก ปฏิบัติการรักนาร็อก

6 กรกฎาคม ปีอวกาศ 798 อดีตสมาชิกสันนิบาตลิพชตัท ใช้หนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลแคว้นเฟซาน ลักพาตัวไคเซอร์แอร์วิน โยเซฟที่ 2 จากดาวหลวงโอดินไปยังเสรีพันธมิตรดาวเคราะห์ และจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นจักรวรรดิในดาวหลักไฮเนสเซินเมื่อเดือนสิงหาคม จอมพลไรน์ฮาร์ดในฐานะนายกรัฐมนตรีจักรวรรดิจึงตอบโต้ด้วยการประกาศสงครามต่อเสรีพันธมิตรดาวเคราะห์ กองทัพและรัฐบาลเสรีพันธมิตรคาดว่าจักรวรรดิจะรุกรานผ่านระเบียงอีเซอร์โลน แต่หยางกลับเชื่อว่าจักรวรรดิจะรุกรานผ่านระเบียงเฟซาน

ความกังวลของหยางกลายเป็นจริงเมื่อพลเอกอาวุโสร็อยเอินธาล นำกองเรือ 36,000 ลำปิดล้อมปราการอีเซอร์โลนในวันที่ 20 พฤศจิกายน และกลายเป็นศึกลวง ยุทธการอีเซอร์โลนครั้งที่ 9 กลายเป็นศึกยืดเยื้อ พลเอกอาวุโสมิทเทอร์ไมเออร์ยกทัพออกจากดาวหลวงโอดินและบุกเข้ายึดครองระเบียงเฟซานแบบสายฟ้าแลบ

เมื่อกองทัพเสรีพันธมิตรทราบข่าวร้ายดังกล่าว รองเสนาธิการกองเรืออวกาศ-พลตรีฉุนอวี๋ เจี้ยน เสนอที่ประชุมคณะเสนาธิการใหญ่ ว่าปราการอีเซอร์โลนหมดความสำคัญทางยุทธศาสตร์แล้ว และควรมอบสิทธิ์ตัดสินใจแก่พลเอกหยาง ว่าจะรักษาอีเซอร์โลนหรือทิ้งอีเซอร์โลน กองบัญชาการใหญ่จึงมอบอำนาจบังคับบัญชาโดยอิสระแก่พลเอกหยาง หยางที่รับทราบคำสั่งดังกล่าว จึงตัดสินใจทิ้งปราการอีเซอร์โลน

ในตอนแรก การอพยพพลเรือนออกจากปราการฯถูกขัดขวางโดยนายพลร็อยเอินธาล แต่หลังจากกองเรือของพลเอกเรนเนินคัมพฟ์ที่พยายามก่อกวนการอพยพ ถูกซุ่มโจมตีโดยพลตรีดัสตีย์ แอตเทนบะระ ร็อยเอินธาลสั่งยุติปฏิบัติการทั้งหมดและปล่อยให้หยางทำการอพยพ ก่อนที่หยางจะออกจากปราการฯ เขาสั่งให้วางระเบิดตั้งเวลาในจุดสำคัญของปราการอีเซอร์โลนเพื่ออำพรางประตูลับที่แอบทำไว้ เมื่อกองเรือหยางจากไปแล้ว ร็อยเอินธาลจึงเข้ายึดครองปราการอีเซอร์โลนในวันที่ 13 มกราคม ปีอวกาศ 799

ภายหลังกองเรือหยางนำพลเรือนไปแวะส่งยังดาวเคราะห์ที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง หยางนำกองเรือไปถึงระบบดาวรันเตมาริโอในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เพื่อเป็นกำลังเสริมกองเรือผสมที่นำโดยจอมพลอแล็กซ็องดร์ บิวค็อก แต่หยางมาช้าเกินกว่าจะหยุดความพ่ายแพ้ในยุทธการดังกล่าว ถึงกระนั้น เขาก็ยังสามารถป้องกันไม่ให้กองเรือผสมถูกทำลายเบ็ดเสร็จ

ระหว่างที่กองทัพสองฝ่ายคุมเชิงกัน หยางใช้กลยุทธ์สงครามกองโจร (จรยุทธ์) ในการบั่นทอนกำลังของกองทัพจักรวรรดิ เพื่อกดดันให้ดยุกแห่งโลเอินกรัมม์ออกมาที่เขตหน้าแนวรบ ดยุกแห่งโลเอินกรัมม์จึงตอบรับ และเกิดเป็นยุทธการที่ระบบดาวเวอร์มิลเลียในเดือนเมษายน หยางเกือบจะเอาชนะศึกดังกล่าว แต่ดาวหลักไฮเนสเซินถูกกองเรือของพลเอกอาวุโสมิทเทอร์ไมเออร์และร็อยเอินธาลบุกยึดฉับพลัน รัฐบาลเสรีพันธมิตรดาวเคราะห์จึงประกาศยอมจำนน

ภายหลังยุทธการครั้งนี้ ทั้งสองประเทศตกลงทำสนธิสัญญาบาอลัต ยุติสงครามระหว่างสองประเทศ เสรีพันธมิตรดาวเคราะห์กลายเป็นรัฐในอารักขาของจักรวรรดิ โดยยังมีอำนาจปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย หยางได้เลื่อนยศเป็นจอมพลพร้อมเกษียณในวัย 32 ปี อย่างไรก็ตาม หยางมองว่าการฝากอนาคตไว้กับกระดาษแผ่นเดียวอันตรายเกินไป จึงสั่งการให้นำกำลังบางส่วนไปซ่องสุมไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในการกอบกู้บ้านเมืองในอนาคต

วาทะ

  • "ที่สุดของเสรีภาพ คือเสรีภาพในการไม่ข้องเกี่ยว"
  • "ประเทศนี้เป็นประเทศเสรีครับ ถ้าเราไม่อยากยืน เราก็ควรมีสิทธิ์ที่จะไม่ยืน"
  • "เสรีภาพในการอยู่ห่างจากอันตราย คงเป็นเสรีภาพที่มีมากสุดในประเทศนี้"
  • "สังคมมนุษย์ มีวัฏจักรความคิดอยู่สองแบบ หลักที่ว่ามีบางสิ่งสำคัญกว่าชีวิต กับหลักที่ว่าไม่มีอะไรสำคัญกว่าชีวิต ยามที่มนุษย์เริ่มต่อสู้ ก็จะพูดแบบแรก ยามหยุด ก็จะอ้างแบบหลัง"
  • "การเมืองทุจริต ไม่ใช่การที่นักการเมืองรับสินบน เพราะนั่นเป็นการทุจริตส่วนบุคคล แต่ภาวะที่วิจารณ์นักการเมืองที่รับสินบนไม่ได้ต่างหากที่เรียกว่าการเมืองทุจริต"
  • "ยามที่รัฐเสริมสร้างกองทัพอย่างไม่จำเป็น แล้วใช้กำลังนั้นสยบประชาชนภายในกับคุกคามภายนอก โดยไม่สนความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยามนั้นประเทศก็อยู่บนทางล่มสลาย นี่เป็นสัจธรรมที่ประวัติศาสตร์สามารถพิสูจน์"
  • "ในประวัติศาสตร์มนุษย์ ไม่เคยมีการต่อสู้ระหว่างธรรมะแท้กับอธรรมแท้ สิ่งที่มีคือการวิวาทระหว่างความดีปัจเจกหนึ่งกับความดีอีกปัจเจกหนึ่ง เป็นการวิวาทระหว่างสัมมาความเชื่อหนึ่งกับอีกสัมมาความเชื่อหนึ่ง"
  • "ปากกาสามารถประณามเผด็จการเมื่อหลายร้อยปีก่อนและทรราชเมื่อหลายพันปีก่อน คนเราไม่อาจตวัดดาบเพื่อย้อนอดีต แต่การตวัดปากกาสามารถทำได้"
  • "อำนาจการเมืองก็เหมือนท่อน้ำทิ้ง ขาดไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากเอามือไปโดน"
  • "การมีค่านิยมทางการเมืองที่หลากหลายอยู่ร่วมกันต่างหาก คือแก่นของประชาธิปไตย"
  • "กองทัพคือเครื่องมือแห่งความรุนแรง และความรุนแรงก็มีสองประเภท...ความรุนแรงเพื่อปกครองกดขี่ กับความรุนแรงเพื่อปลดปล่อย สถาบันที่เรียกว่ากองทัพแห่งชาติ โดยธาตุแท้ถือเป็นประเภทแรก น่าเศร้าใจ แต่ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องพิสูจน์ เมื่อผู้มีอำนาจเผชิญหน้ากับประชาชน ตัวอย่างที่กองทัพอยู่ข้างประชาชนมีให้เห็นไม่มากหรอก ตรงข้ามกัน กองทัพชอบผันตัวเป็นกลไกอำนาจซะเอง แล้วเริ่มปกครองประชาชนด้วยความรุนแรง"
  • "รู้จักตำนานน้ำท่วมโลกสินะ? คนที่ทำลายล้างมวลมนุษย์ยกเว้นครอบครัวโนอาห์ในตอนนั้นไม่ใช่มารแต่เป็นพระเจ้า ไม่เท่านั้น เทวตำนานเอกเทวนิยมพิสูจน์ความจริงที่ว่า ไม่ใช่มารแต่เป็นพระเจ้าต่างหาก ที่พยายามปกครองมวลมนุษย์ผ่านความกลัวและความรุนแรง"
  • "ฉันคิดว่าต่อให้เป็นเผด็จการที่ดีที่สุด ก็ยังแย่กว่าประชาธิปไตยที่เลวที่สุด"
  • "การคิดเป็นเสรีภาพ แต่การพูดไม่เป็นเสรีภาพเสมอไป"
  • "มนุษย์ไม่ได้แกร่งขนาดที่จะทนยอมรับว่าตนเองเลวร้าย เพราะงั้นก็เลยเชื่อความถูกต้องของใครของมัน และต่อสู้เพื่อยัดเยียดมันให้คนอื่นยังไงล่ะ""
  • "มนุษย์ดื่มเหล้ามาตั้งห้าพันปี เหล้าเป็นเพื่อนของมนุษยชาติเลยนะ จะให้ฉันทิ้งเพื่อนได้เหรอ?"

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 บทที่ 1 - ในราตรีอันเป็นนิรันดร์ ตำนานวีรบุรุษแห่งกาแล็กซี เล่ม 1. เรื่องโดย โยชิกิ ทานากะ. แปลโดย Walker Emp
  2. LOGH: My Conquest Is the Sea of Stars (1988)
  3. 3.0 3.1 บทที่ 2 - ยุทธการอัสทาร์ท ตำนานวีรบุรุษแห่งกาแล็กซี เล่ม 1. เรื่องโดย โยชิกิ ทานากะ. แปลโดย Walker Emp
Advertisement